บทที่ 8 สามเดือนก่อนตาย
บทที่ 8 สามเดือนก่อนตาย
ป้ายหยกสีดำถูกวางอยู่กลางโต๊ะ
อักษรคำว่า เหวิน บนผิวหยกสะท้อนแสงตะเกียงอย่างเย็นเยียบ ขันทีผู้ส่งชานอนตายอยู่ในห้องด้านนอก ส่วนคนที่อาจอยู่เบื้องหลังยังคงลอยนวล
เซียวจิ่งเหยียนจ้องป้ายหยกนิ่ง
“เรียกเซียวจิ่งเหวินเข้าวัง”
หลินเยว่ในร่างฮ่องเต้เงยหน้าทันที “ไม่ได้เพคะ”
“ป้ายของเขาอยู่ในมือคนวางยา”
“ซึ่งทำให้มันน่าสงสัยเกินไป”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
หลินเยว่หยิบป้ายขึ้นมาพลิกดู ด้านหลังมีรอยสลักประจำตำหนักองค์ชาย แต่ไม่มีร่องรอยใดบอกว่าป้ายเคยอยู่ในมือเซียวจิ่งเหวินจริง
“คนที่ยอมตายเพื่อรักษาความลับ กลับพกหลักฐานซึ่งชี้ไปถึงเจ้านายไว้กับตัว พระองค์ไม่คิดว่าแปลกหรือเพคะ?”
“อาจเป็นความประมาท”
“คนที่เตรียมเม็ดพิษซ่อนไว้ในปากไม่ใช่คนประมาท”
เซียวจิ่งเหยียนเงียบไป
หลินเยว่วางป้ายลง “มีความเป็นไปได้สองอย่าง หนึ่ง จิ่งเหวินเป็นผู้บงการและจงใจให้พวกเรารู้ว่าเป็นฝีมือเขา”
“เขาไม่มีเหตุผลต้องทำเช่นนั้น”
“เพคะ ส่วนอย่างที่สอง มีคนต้องการโยนความสงสัยไป
ที่เขา”
“เจ้าคิดว่าเขาบริสุทธิ์?”
“หม่อมฉันไม่ได้พูดเช่นนั้น” หลินเยว่สบตาเขา “พวกเราเห็นกับตาว่าเขาร่วมกบฏในชาติแรก แต่ป้ายหยกชิ้นนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเขาเป็นคนวางยาครั้งนี้”
เซียวจิ่งเหยียนกำมือแน่น
เพียงนึกถึงใบหน้าของพระอนุชาในคืนกบฏ เขาก็อยากออกคำสั่งจับตัวมาสอบสวนเสียเดี๋ยวนี้ หากใช้วิธีของเขา ประตูตำหนักองค์ชายคงถูกทหารล้อมก่อนฟ้าสาง
หลินเยว่เอื้อมมือไปแตะหลังมือเขาเบา ๆ
“พระองค์เคยแพ้เพราะศัตรูเตรียมการมานาน แต่พวกเรารู้ตัวช้าเกินไป ครั้งนี้เมื่อรู้ตัวก่อนแล้ว อย่าทำให้พวกเขารู้ว่าเรารู้สิ่งใดบ้างเลยเพคะ”
เซียวจิ่งเหยียนมองมือนางซึ่งอยู่บนมือของหลินเยว่ที่เขากำลังใช้ ก่อนคลายหมัดออกช้า ๆ
“เจ้าเริ่มกล้าสั่งสอนข้ามากขึ้นทุกวัน”
“หม่อมฉันกล้าสั่งสอนพระองค์มาตั้งแต่ชาติที่แล้วนะ
เพคะ”
“แต่ไม่เคยสั่งห้ามข้าจับตัวกบฏ”
“เพราะชาติที่แล้วหม่อมฉันไม่ได้เป็นฮ่องเต้”
คำตอบหน้าตายทำให้เขาพูดไม่ออก
หลินเยว่ยกป้ายหยกขึ้น “ตอนนี้ผู้ที่ออกคำสั่งได้คือหม่อมฉัน”
“เจ้าใช้อำนาจของข้าข่มขู่ข้าหรือ?”
“หม่อมฉันเพียงเตือนว่าพระองค์อยู่ในร่างสนม หากเดินออกไปสั่งทหารล้อมตำหนักองค์ชาย คนที่ถูกจับก่อนอาจเป็นพระองค์เอง”
เซียวจิ่งเหยียนเหลือบมองชุดสตรีบนร่างตน ก่อนสะบัดแขนเสื้ออย่างขัดใจ
“วางแผนของเจ้ามา”
หลินเยว่เดินไปยังโต๊ะเขียนอักษร นางหยิบกระดาษออกมาแล้วลากเส้นแบ่งเป็นสองฝั่ง
“สิ่งที่ทำให้พวกเราได้เปรียบมีเพียงอย่างเดียว ศัตรูยังไม่รู้ว่าพวกเราจำชาติแรกได้ และยิ่งไม่รู้เรื่องสลับร่าง”
“ดังนั้นต้องปิดเป็นความลับ”
“เพคะ แม้แต่คนใกล้ชิดก็ห้ามบอก”
นางเขียนข้อความลงบนกระดาษ
ข้อแรก ห้ามเปิดเผยเรื่องย้อนเวลาและสลับร่างแก่ผู้ใด
ข้อสอง ห้ามลงมือกับเซี่ยหลันหรือเซียวจิ่งเหวินจนกว่าจะมีหลักฐาน
ข้อสาม ทั้งสองต้องแจ้งข้อมูลแก่กันก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ
เซียวจิ่งเหยียนอ่านจบแล้วชี้ข้อสุดท้าย “ข้าไม่ชอบข้อนี้”
“เหตุใด?”
“เรื่องในราชสำนักบางอย่างไม่อาจรอให้เจ้ามาปรึกษาข้า”
“หม่อมฉันอยู่ในร่างพระองค์ ย่อมต้องรับมือราชสำนัก ส่วนพระองค์อยู่ในร่างหม่อมฉัน ต้องสืบเรื่องในฝ่ายใน เราจึงยิ่งต้องแลกเปลี่ยนข้อมูล”
“ข้าเป็นคนสอนเจ้าเรื่องราชสำนัก”
“และหม่อมฉันเป็นคนสอนพระองค์เอาตัวรอดในฝ่ายใน”
เขานึกถึงน้ำชามีพิษกับเหตุการณ์ถวายพระพรเมื่อเช้า แล้วไม่อาจโต้แย้งได้เต็มปาก
หลินเยว่จึงเขียนต่อ
หนึ่งคนคุมราชสำนัก
หนึ่งคนสืบฝ่ายใน
“ทุกคืนเราจะส่งข่าวผ่านถุงหอม” นางกล่าว “หากมีเรื่องเร่งด่วน ให้ใช้กระดาษสีแดง หากเป็นเรื่องทั่วไปให้ใช้สีขาว”
“แล้วหากมีคนเปิดอ่าน?”
“จึงต้องเขียนเป็นข้อความที่มีเพียงพวกเราเข้าใจ”
เซียวจิ่งเหยียนพยักหน้า “ใช้เรื่องในอดีตของเราสองคนเป็นรหัส”
หลินเยว่ายิ้ม “ในที่สุดพระองค์ก็ยอมร่วมมือ”
“ข้าเพียงไม่ต้องการให้เจ้าสร้างความวุ่นวายในราชสำนักของข้า”
“เพคะ หม่อมฉันจะพยายามรักษาบัลลังก์ของพระองค์ไว้ให้ดี”
“หลินเยว่”
“หม่อมฉันพูดจริงนะเพคะ”
เขามองรอยยิ้มบนใบหน้าของตนเองแล้วต้องหันหนี เพราะยังไม่ชินกับการเห็นตัวเองยิ้มกว้างเช่นนั้น
หลังตกลงกันเรียบร้อย หลินเยว่กลับตำหนักเฉียนชิง ส่วนป้ายหยกถูกเก็บซ่อนไว้ในช่องลับ ห้ามผู้ใดแตะต้อง
เช้าวันต่อมา นางต้องออกว่าราชการเป็นครั้งแรก
ฎีกากองสูงบนโต๊ะทำให้หลินเยว่นิ่งไปพักหนึ่ง แต่เมื่อนึกถึงสีหน้าของเซียวจิ่งเหยียนหากนางปล่อยราชสำนักวุ่นวาย นางก็จำต้องนั่งลงอ่านทีละฉบับ
กว่าจะเสร็จ เวลาก็ล่วงเข้ายามบ่าย
ขันทีเข้ามารายงานว่าเซี่ยหลันส่งคนมาทูลเชิญฝ่าบาทเสวยพระกระยาหารเย็นที่ตำหนักหงส์
หลินเยว่คิดถึงคำสั่งให้จับตาดูสนมหลินเยว่ นางจึงตอบรับทันที บางทีการเข้าใกล้เซี่ยหลันอาจทำให้นางพบสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังปิดบัง
เมื่อนางมาถึงตำหนักหงส์ เซี่ยหลันออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”
หลินเยว่เกือบยอบกายตอบตามความเคยชิน โชคดีที่หยุดตัวเองได้ทัน
“ลุกขึ้นเถิด”
เซี่ยหลันพานางเข้าไปด้านใน ระหว่างรออาหาร หลินเยว่เห็นปฏิทินหลวงวางเปิดอยู่บนโต๊ะข้างหน้าต่าง
“เมื่อคืนฝ่าบาทเสด็จไปตำหนักหลินเยว่หรือเพคะ?” เซี่ยหลันถาม
“อืม”
“พระสนมเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เพียงพักผ่อนน้อย ไม่มีสิ่งใดน่าห่วง”
เซี่ยหลันยิ้ม “ช่วงนี้หลินเยว่ดูเปลี่ยนไป หม่อมฉันเกรงว่านางอาจมีเรื่องไม่สบายใจ”
หลินเยว่ยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อซ่อนแววตา “ฮองเฮาใส่ใจคนในฝ่ายในดีจริง”
“เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันเพคะ”
เสียงนางกำนัลดังมาจากด้านนอก เซี่ยหลันจึงลุกออกไปตรวจดูอาหารซึ่งเพิ่งยกมาถึง
หลินเยว่าวางถ้วยชา สายตากลับไปหยุดบนปฏิทินอีกครั้ง
หน้าที่เปิดอยู่เป็นเดือนที่สามนับจากปัจจุบัน วันหนึ่งถูกวงไว้ด้วยหมึกสีแดงเข้ม วงกลมนั้นลากซ้ำหลายรอบราวกับผู้เขียนต้องการย้ำความสำคัญ
หัวใจของหลินเยว่เต้นแรง
นางลุกเข้าไปดูใกล้ ๆ ก่อนปลายนิ้วจะเย็นเฉียบ
วันที่ถูกวงไว้...
คือวันที่เซียวจิ่งเหยียนถูกวางยาพิษ วันที่กองกำลังกบฏบุกพระราชวัง และวันที่นางกับเขาตายในชาติแรก
เสียงฝีเท้าของเซี่ยหลันดังใกล้เข้ามา หลินเยว่รีบกลับไปนั่งที่เดิม ทำราวกับไม่เคยเห็นสิ่งใด
แต่ในใจกลับมีคำถามหนึ่งซึ่งไม่อาจสลัดออกได้
เหตุใดฮองเฮาจึงวงวันที่ซึ่งยังมาไม่ถึงเอาไว้?
หรือว่าเซี่ยหลันจะรู้ล่วงหน้าว่า วันนั้นพวกเขาต้องตาย?
